อยากจะเลี้ยงจังเลย

อยากจะเลี้ยงจังเลย

กระต่ายน่ารัก

กระต่ายน่ารัก

น่ารักไหมครับ

น่ารักไหมครับ

วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553

ภาษากระต่าย

แม้ว่ากระต่ายจะมีมานาน ในเมืองไทย แต่จะมีผู้เลี้ยงซักกี่คน ที่สนใจจะเรียนรู้ภาษากระต่าย เพราะว่า กระต่ายพูดไม่ได้ เราจึงเข้าใจในกระต่ายได้ยาก แต่กระต่ายก็มีภาษากายนะคะ หากเราค่อยๆสังเกต และทำความข้าใจ เราก็จะเข้าใจในสิ่งที่เค้าพยายามสื่อสารกับเราได้ค่ะ

ภาษากระต่าย

1. กระต่ายไม่ค่อยร้อง และสื่อสารกันด้วยกลิ่น

ถึงแม้ว่ากระต่ายเป็นสัตว์สังคม แต่ว่าพวกเค้าไม่มีการทักทายกันที่ส่งเสียงดังเหมือนเดียวกับสัตว์อื่น ๆ เช่นสุนัข หรือแมว นั่นเป็นเพราะว่าพวกเค้า เป็นผู้ถูกล่า และการส่งเสียงดังนั้นย่อมเป็นการบอกให้สัตว์ต่าง ๆ ที่เป็นผู้ล่านั้น
รู้ถึงตำแหน่งของพวกเค้า ดังนั้นเค้าจะเงียบ และใช้กลิ่นในการสื่อสารกันเสียส่วนใหญ่ค่ะ ซึ่งการใช้กลิ่นสำหรับกระต่ายนั้น สำคัญมากค่ะ และกระต่ายมีจมูกที่ไวมาก นับเป็นการสื่อสาร ที่พัฒนาไปมากที่สุดของกระต่ายก็ว่าได้

การใช้กลิ่นนั้น ก็เหมือนกับเป็นบันทึกลับที่กระต่ายบันทึกเอาไว้ให้แก่กันและกัน จะมีเฉพาะกระต่ายที่เข้าใจกัน เช่น เค้าสามารถจะบอกกันได้ว่า ที่ตรงนี้เป็นอาณาเขตของเค้าหรือเปล่า โดยไม่ต้องพูดกันซักคำ นอกจากนี้ กลิ่นยังเป็นประโยชน์อย่างมากในการสื่อสารในที่มืด หรือในยามที่ กระต่ายไม่ต้องการให้ตัวเค้าเป็นที่สนใจ ของสัตว์อื่น ๆ โดยเฉพาะผู้ล่า ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับสัตว์ที่มีผู้ล่ามากมายเช่นกระต่าย


นอกจากนี้ กระต่ายนั้น ก็มักจะไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจนเมื่อเค้ารู้สึกเจ็บปวดหรือหวาดกลัว
ซึ่งทำให้การแสดงออกต่าง ๆ ของกระต่ายนั้น มักจะไม่ทำให้เจ้าของสังเกต เพราะว่าการแสดงออก ถึงความอ่อนแอ หากอยู่ในธรรมชาติ เค้าจะตกเป็นเป้าโจมตีของศัตรูได้ง่าย และด้วยความที่เค้าไม่ร้อง เลยทำให้เราคาดคะเนได้ยากว่าเค้าต้องการอะไร หรือป่วยหรือไม่


2. การส่งเสียงร้อง

ตามปกติกระต่ายจะไม่ค่อยส่งเสียงร้องพร่ำเพรื่อค่ะ แต่จะร้องเสียงดังเมื่อเจ็บปวด

3. อาการก้าวร้าว

ปกติแล้วกระต่ายจะอ่อนโยน สุภาพ แต่หากเค้ากลัวมากๆ เค้าก็อาจจะมีอาการก้าวร้าวเช่น กัด หรือ ถีบได้ หากเป็นแบบนี้แปลว่าเค้าไม่ไว้ใจเราค่ะ เราต้องอาศัยเวลาเพื่อให้เค้ารู้ว่า เรารักและจะไม่ทำร้ายเค้า พยายามอย่าทำให้เค้าตกใจกลัว

คิดก่อนเลี้ยง

หลงรักกระต่ายเข้าแล้วใช่ไหมคะ แต่ว่าก่อนที่เพื่อนๆ จะหยิบตังก์ออกไปเลือกหาเพื่อนตัวน้อยที่แสนจะน่ารักนี้ มาครอบครอง เรามาศึกษากันดูก่อนดีไหมคะ ว่ากระต่าย เหมาะกับเพื่อนๆ จริงๆหรือเปล่า

ข้อดี ข้อเสีย

1. กระต่ายเป็นสัตว์ที่อายุยืน ก่อนเลี้ยงท่านต้องคิดก่อนว่า ท่านสามารถจะดูแลกระต่ายได้ จนถึงวันสิ้นอายุขัยหรือไม่ หลายๆครั้งที่พบว่า กระต่ายได้ถูกทอดทิ้ง เพียงเพราะเจ้าของเบื่อหน่าย หรือ เพราะต้องย้ายที่อยู่ เช่น ใครที่อยู่อพาร์ตเมนท์ช่วงสั้นๆ แล้วรู้ว่า ในอนาคตต้องย้ายไปอยู่บ้าน ไม่สามารถจะเลี้ยงกระต่ายได้ ก็ควรจะคิดให้ดีก่อน

2. กระต่ายเป็นสัตว์ที่ออกลูกดก สามารถจะออกลูกได้ปีละ 5 ครอกเลยทีเดียว แต่ละครอกอาจจะมีมากถึง 8 ตัวเป็นต้น ดังนั้นหากท่านคิดจะเลี้ยง ควรจะคิดให้ดี ว่าจะทำอย่างไรกับลูกกระต่าย หากท่านไม่อยากรับภาระเรื่องลูกกระต่าย ท่านควรจะเลือกเลี้ยงกระต่ายเป็นเพศเมียทั้งหมด


3. กระต่ายเป็นสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร และกินอาหารเม็ดด้วยเช่นกัน แต่เพื่อสุขภาพที่ดี ท่านต้องให้อาหารจพวกผัก และ ผลไม้แก่กระต่ายด้วย

4. กระต่ายเป็นสัตว์ที่ขับถ่ายเยอะ ปัสสาวะ และอุจจาระ หากไม่ได้รับการดูแลเรื่องความสะอาดให้ดีพอ
จะมีกลิ่นค่อนข้างมาก

5. กระต่ายเป้นสัตว์ที่สุภาพ น่ารัก สะอาด ตัวของกระต่ายจะไม่มีกลิ่นเหม็น

6. กระต่ายไม่ส่งเสียงร้องพร่ำเพรื่อ ท่านสามารถจะเลี้ยงในบ้านหรืออพาร์ตเมนท์ได้

7. กระต่ายก็เหมือนกับคนค่ะ เจ็บป่วยได้ แต่ว่าหมอที่รักษากระต่ายได้นั้น ควรจะเป็นคุณหมอที่รู้จักกระต่าย ดีพอ ไม่ใช่คลินิคสัตวแพทย์ทั่วไป ดังนั้นค่าใช่จ่ายในการรักษาก็มีเช่นกัน หากเค้าป่วย เพื่อนๆ สามารถจะรับผิดชอบ พาเค้าไปหาหมอได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ อย่าเลี้ยงเลยค่ะ สงสารเค้า


เลี้ยงตัวเดียวได้หรอ

ที่จริงแล้ว กระต่ายเป็นสัตว์สังคมค่ะ จริงๆแล้ว เค้าต้องการเพื่อน เพื่อนๆ หลายๆคนอาจจะนึกค้านในใจว่า "ก็เจ้าของนี่หละ คือเพื่อน ของกระต่าย" แต่จริงๆแล้ว ก็ไม่ถูกเสียทีเดียวหรอกค่ะ เพราะว่า ถ้ากระต่ายจะมีเจ้าของเป็นเพื่อน แต่เค้าก็ต้องการเพื่อนชนิด เดียวกันด้วย เราไม่สามารถจะเข้าไปแทนที่ได้ หรอกค่ะ

ลองนึกง่ายๆ มันก็เหมือนกับเอาคน ๆ นึงไปขังไว้ในห้อง ที่มีแต่กระต่ายอยู่เป็นเพื่อน ไม่ให้คนๆนั้นไปเจอ มนุษย์คนอื่นเลย แน่นอนค่ะ นานๆ เข้า คนๆนั้นก็จะเหงา และ เบื่อ อยากเจอใครที่เหมือนกัน คุยกันได้รู้เรื่อง น้องกระต่ายก็ไม่ต่างกับเราค่ะ


ทีนี้เพื่อนๆ ก็คงจะเกิดคำถามแล้วสิ ว่า อ้าว แล้วงี้จะเลี้ยงกี่ตัวดีล่ะ

จะเลี้ยงกี่ตัวดี

ในเมื่อการเลี้ยงตัวเดียว จะทำให้น้องกระต่ายเหงา เราจึงควรจะเลี้ยงเป็นคู่ค่ะ แต่ไม่แนะนำให้เลี้ยงเป็นฝูงๆ เพราะว่า พอกระต่ายเริ่มเต็มบ้าน จากเดิมที่เพื่อนๆ เคยสนุก เพื่อนๆ จะรู้สึกว่า เค้าเป็น�� าระ อย่างเช่น เมื่อทำความสะอาดกรง หรือว่า อาบน้ำ แต่ละครั้ง เพื่อนๆ ก็จะเบื่อหน่ายที่วันหยุดของเพื่อนๆ หมดไปทั้งวัน และขี้เกียจ แล้วก็พาลลงกับน้องกระต่ายเหล่านั้นค่ะ เค้าจะเริ่มโดนทิ้งขว้าง ไม่ดูแลอย่างดีเหมือนตอนที่เพื่อนๆ เริ่มเลี้ยงใหม่ๆ



จะเลี้ยงเพศอะไร กับ อะไรดีล่ะ

เพศ ผู้ - เมีย

ที่จริงแล้ว กระต่ายเป็นสัตว์ที่ ขยั๊นขยัน ในการ ผสมพันธุ์ค่ะ ถ้าเพื่อนๆ ไม่อยากจะมีปัญหา เรื่องลูกกระต่ายเต็มบ้านล่ะก็ แนะนำเลยค่ะ ว่าให้ทำหมันตัวผู้ซะ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด เลี้ยงเพศ เมียกับเพศเมีย ดีกว่า

เพศ เมีย - เมีย

ควรเลือกตัวเมีย กับตัวเมียค่ะดีที่สุด ยิ่งถ้าซื้อมาด้วยกัน ตั้งแต่เล็ก ปัญหาว่า จะอยู่ด้วยกันไม่ได้เนี่ยแทบจะไม่มี

เพศ ผู้- ผู้

อันนี้ไม่แนะนำค่ะ เพราะว่าตอนเด็กๆ ก็จะดีอยู่หรอกค่ะ อยู่กันปรองดอง แต่เมื่อเค้าโตเป็นหนุ่ม ล่ะก็ มักจะกัดกันค่ะ จะชิงความเป็นใหญ่กันค่ะ

การเลือกซื้ออุปกรณ์

1. กรง
อันนี้สำคัญค่ะ การมีกรงที่เหมาะสม ก็จะทำให้กระต่ายมีความสุขค่ะ เพราะอย่าลืมว่า กระต่ายส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตอยู่ในกรง มากกว่าข้างนอก ดังนั้นกรงควรจะสะอาด ระบายอากาศดี และมีความกว้างขวางเพียงพอค่ะ นอกจากนี้เราควรจะเลือกกรงที่เป็นพื้นทึบจะดีกว่าค่ะ เพราะว่า อย่างที่เรารู้กัน กระต่ายต้องกินอึบางชนิดกลับเข้าไป (เพราะเป็นสัตว์กินพืช เมื่อกระต่ายกินอาหาร เข้าไปซึ่งจะย่อยยาก แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ตอนต้นของกระต่าย จะทำการผลิตวิตามิน ที่มีประโยชน์ให้กับกระต่าย ซึ่งสารอาหารที่มีประโยชน์จากแบคทีเรียกนี้ บางส่วนจะโดนขับออกมา กับอึของกระต่าย ซึ่งได้แก่ โปรตีน และวิตามิน B ซึ่งบางครั้งกระต่ายจะต้องกินกลับเข้าไป เพื่อรักษาสมดุลย์ธรรมชาติของร่างกายเค้าค่ะ)

หากเราเลี้ยงแบบที่พื้นเป็นซี่กรง อึนี้จะตกลงไประหว่างซี่กรง ทำให้กระต่ายไม่สามารถจะกินได้ค่ะ ดังนั้นการเลี้ยงในกรงพื้นทึบจะดีกว่าค่ะ

การเลือกกรงที่ดีนั้น กรงควรจะใหญ่กว่าตัวกระต่ายประมาณ 4 เท่า จึงจะดีค่ะ
ขนาดกรงที่เหมาะสมสำหรับกระต่ายเล็กคือประมาณ 25 X 35 นิ้วค่ะ
ส่วนกระต่ายโต ขนาดประมาณ 30 X 35 นิ้วค่ะ เราควรจะเลือกกรงที่ไม่เตี้ยเกินไป เพื่อให้กระต่ายสามารถจะยืน 2 ขาได้



2. กระบอกน้ำ จะช่วยให้กระต่ายมีน้ำที่สะอาดกิน เราไม่ควรจะใส่น้ำลงในภาชนะ เพราะว่า เศษอาหาร อุจจาระ และผักหญ้า อาจจะตกหล่นลงไปในน้ำ จะทำให้เน่าเสีย และทำให้กระต่ายท้องเสียอีกด้วย การเลือกซื้อกระบอกน้ำ เราควรจะซื้อกระบอกน้ำอย่างดีไปเลยค่ะ อย่ามัวเสียดาย เพราะว่า กระต่ายตัวนึงมีอายุขัยตั้งเกือบ 10 ปี เราซื้อกระบอกน้ำอย่างดี ใช้นานๆ แบบไม่มีปัญหาการรั่วซึม ดีกว่าค่ะ เพราะว่าอากาศบ้านเรานั้น ร้อนมาก หากกระบอกน้ำไม่ดี น้ำไม่ไหล อาจจะทำให้กระต่ายตายได้นะคะ

การเปลี่ยนอาหาร

เพื่อนๆ อาจจะกลัวว่า น้องต่ายจะเบื่อ ไม่เจริญอาหาร แล้วก็เห็นอาหาร ญี่ห้อต่างๆ น่ากินกว่าที่น้องต่ายกำลังกินอยู่ ก็เลยซื้อกลับบ้านมา แล้วก็เปลี่ยนแทนอาหารเก่าซะเลย แต่ผลที่ได้คือ น้องกระต่ายท้องเสีย




ทำไมเปลี่ยนอาหารปุบปับจึงทำให้ท้องเสีย

นั่นแน่ เริ่มเกิดคำถามแล้วใช่ไหมเอ่ย ว่าทำไมกระต่ายจึงท้องเสียถ้าเปลี่ยนอาหารแบบทันทีทันใด ทีคนอย่างเราๆยังไม่เห็นเป็นไรเลย

สาเหตุก็คือ ระบบย่อยอาหารของกระต่ายไม่เหมือนคนค่ะ เพราะว่าการย่อยอาหาร ของกระต่ายจะต้องอาศัยแบคทีเรียชนิดที่เป็นตัวพระเอก ที่อาศัยอยู่ในระบบย่อยอาหารของกระต่าย มาช่วยย่อยอาหารค่ะ แต่การปรับเปลี่ยนอาหารแบบฉับพลัน แบคทีเรียตัวจิ๊ดเดียวก็ปรับตัวไม่ทันเหมือนกัน ก็เลยทำให้ แบคทีเรียที่ชนิดที่เป็นตัวพระเอกที่ช่วยย่อยเกิดเสียสมดุลย์ขึ้นมา แล้วก็ทำให้แบคทีเรียชนิดที่เป็นฝั่งผู้ร้าย ที่เป็นตัวทำให้เกิดโรคเกิดฮึกเหิมขึ้นมา สำแดงเดช เลยทำให้กระต่ายเกิดอาการท้องเสียแบบที่เราเรียกกันน่านหละ

เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนอาหารจึงต้องค่อยๆเปลี่ยนค่ะ ให้เวลาแบคทีเรียพระเอกของเราปรับตัวนี๊ดนึง ในการค่อยๆเปลี่ยนเอาอาหารใหม่มาแทนที่อาหารเก่า โดยเริ่มต้นก็ให้อาหารเก่าไปก่อนแล้วเอาอาหารใหม่ผสมลงไปแค่นิดเดียว แล้วค่อยๆเพิ่มอัตราส่วนอาหารใหม่เพิ่มขึ้นทีละนิดในมื้อถัดไป จนกระทั่ง แทนที่อาหารเก่าด้วยอาหารใหม่ทั้งหมด โดยให้เวลาเค้าปรับตัวอย่างน้อย 1 สัปดาห์ค่ะ

โดยเฉพาะลูกกระต่ายที่เพิ่งซื้อมา หรือเพิ่งหย่านมยิ่งไม่ควรเปลี่ยนอาหารแบบฉับพลัย ควรให้อาหารเก่าไปก่อนซักระยะค่ะ แล้วค่อยๆปรับแบบที่กล่าวมา ยิ่งถ้าใครซื้อลูกกระต่ายมาใหม่ๆ ควรจะถามคนขายว่าเดิมเค้าให้อาหารอะไรอยู่ แล้วก็ซื้ออาหารนั้นติดกลับมาด้วยค่ะ เพราะไหนลูกกระต่ายจะเครียดจากการย้ายบ้านใหม่ หากเจอเรื่องการเปลี่ยนแปลงอาหารแบบปุบปับอีก จะทำให้ท้องเสียได้ง่ายๆเลยเชียวค่ะ แล้วอาการท้องเสียในกระต่ายถือเป็นเรื่องร้ายแรงเลยนะคะ เพราะว่า กระต่ายจะอาการทรุดเพราะ ขาดน้ำ และเสียชีวิตได้เร็วมาก

การให้ผักผลไม้ก็เช่นกัน

ไม่ใช่แค่อาหารค่ะ การให้ผักผลไม้ก็เช่นเดียวกันค่ะ ถ้าลูกกระต่ายยังเล็ก ในช่วงแรกๆ ยังไม่แนะนำให้ให้ผักและผลไม้ เพราะว่า อาจจะเกิดท้องเสียได้ ควรรอให้หญ้าไปก่อน และค่อยๆหัดให้ผักและผลไม้ หลังจากที่ลูกกระต่ายอายุ ประมาณ 3 เดือน โดยการให้ผักผลไม้นั้น ก็ควรจะค่อยๆ ให้แค่ชิ้นเล็กๆ ให้วันละครั้ง ครั้งละนิด แล้วค่อยๆเพิ่มปริมาณทีละน้อย แบบเดียวกับอาหารเลยค่ะ เพื่อให้กระต่ายปรับตัวได้ค่ะ

ทำไมกระต่ายตามธรรมชาติไม่เห็นเป็นไร

ก็เพราะว่า ธรรมชาติ ไม่เคยเปลี่ยนอาหารกระต่ายแบบฉับพลันค่ะ ธรรมชาติมีฤดูกาล และเมื่อฤดูกาลหนึ่งกำลังเปลี่ยนไป ฤดูกาลใหม่ก็จะค่อยๆเข้ามาแทนที่ กระต่ายก็มีเวลาที่จะปรับตัวทีละน้อยๆ ไปตามธรรมชาติ

เรื่องนี้อาจจะเป็นเหมือนเรื่องเล็กๆ ที่หลายๆคนอาจจะมองข้าม แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเพื่อนตัวน้อยๆ ของเรา เพราะ ว่าหากเรารู้จักเค้าดีพอเราก็จะได้สามารถเลี้ยงเค้าให้เติบโตขึ้นมาได้ อย่างถูกต้อง มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง และอยู่กับเราได้นานๆค่ะ

ระวังกระต่ายไม่อย่านม

วิธีดูแล ลูกกระต่ายที่ยังไม่หย่านม

1. ให้ใช้นมสำหรับสัตว์กำพร้า เช่น นมแพะ หรือ Esbilac หรือ KMR (นมสำหรับลูกแมว) หรือหากยังหาได้ไม่ทัน ให้ป้อนนมวัวไปก่อน และรีบหานมแพะ หรือ Esbilac หรือ KMR มาแทนโดยเร็ว และค่อยๆป้อนลูกกระต่าย กระต่ายยังไม่หย่านม ที่นำมาขายกัน น่าจะมีอายุประมาณ 3 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน ให้ป้อนประมาณ 30 cc ต่อวัน




2. หากมีกระต่ายตัวอื่นที่โตแล้ว ให้เอาอึ กระต่ายที่เรียกว่า cecotropes หรือ อึที่ลักษณะเหมือนพวงองุ่น ติดกัน สีออกเขียวขี้ม้าให้เอาอึนี้มาผสมกับ นมที่ป้อนลูกกระต่าย เพราะว่า ลูกกระต่ายต้องการ แบคทีเรียที่ใช้ในการย่อยอาหาร ซึ่งไม่สามารถจะได้รับจากแม่ เนื่องจากแยกจากแม่มาเร็วเกินไป โดยใช้อึ cecotropes แค่ 1 ก้อน สำหรับ 4-5 วัน ซึ่งจำเป็นมากๆ นะคะ สำหรับลูกกระต่ายที่โดนแยกออกมาทั้งๆที่ยังไม่หย่านม

3. สำหรับลูกกระต่าย ควรให้หญ้าค่ะ ไม่ว่าจะเป็น หญ้าขน หญ้าอัลฟาฟ่า หรือ ทิโมธี ก็ได้ค่ะ และหลีกเลี่ยงผักผลไม้ที่มีน้ำมากๆ เพราะจะทำให้ท้องเสียได้ ซึ่งถ้าลูกกระต่ายท้องเสีย ถือว่า อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ง่ายมากๆ และเมื่อลูกกระต่ายอายุ 6 สัปดาห์จึงค่อยเริ่มหัดให้กินอาหารเม็ด แต่ว่า

ที่สำคัญคือ ระยะการเปลี่ยนมากินอาหารเม็ดนี้ เป็นระยะที่เสี่ยงแก่การที่ลูกกระต่ายจะท้องเสีย เป็นอย่างมาก จึงควรหมั่นสังเกตตลอดว่า ลูกกระต่ายท้องเสียหรือไม่ ที่สำคัญในระยะที่เริ่มสอนให้ลูกกระต่ายกินอาหารเม็ด ห้ามไม่ให้เอาหญ้าออกนะคะ เพราะว่า การเปลี่ยนอาหารต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะระบบย่อยอาหารของลูกกระต่ายจะปรับตัวไม่ทัน และจะทำให้ท้องเสียได้เช่นกัน ระยะแรกๆ ควรให้อาหารเม็ดแค่น้อยๆ เพื่อบังคับให้ลูกกระต่ายกินหญ้าไปด้วย แล้วค่อยๆเพิ่มทีหลังทีละนิดค่ะ ในระยะนี้ เราควรป้อน cecotropes หรือ อึพวงองุ่นให้ลูกกระต่ายด้วยค่ะ เพื่อเสริมแบคทีเรียที่จำเป็นต่อการย่อยค่ะ

4. นอกจากนี้ เราไม่ควรจะพาลูกกระต่ายที่ยังไม่หย่านม เดินทางไปไหน เพราะอาจจะ ตากแดด ตากลมมากเกินไปค่ะ เพราะเค้ายังอ่อนแอ ไม่ควรพาเดินทางค่ะ

สรุปว่า การเลี้ยงลูกกระต่ายที่ยังไม่หย่านมนั้น จะค่อนข้างลำบาก เพราะว่า ลูกกระต่ายเองก็เปราะบาง ไม่แข็งแรง และ เสียชีวิตได้ง่ายค่ะ แม้กระทั่งผู้เลี้ยงหลายๆคนที่เก่ง และเลี้ยงกระต่ายมานาน ยังพบปัญหาจากการที่ลูกกระต่ายท้องเสียตายอยู่บ่อยๆ

กระต่ายพันธุ์ REX

มาดูลักษณะกระต่ายพันธุ์ Rex กันดีกว่า

กระต่ายพันธุ์ Rex นั้นไม่เหมือนพันธุ์อื่นๆ เค้าจะมีเสน่ห์ตรงเส้นขนนี่หละค่ะ เส้นขนกระต่าย Rex นั้นใครได้สัมผัส รับรองเลยจะต้องประทับใจ เส้นขนจะหนาแน่นนุ่ม เหมือนกับเราเอามือไปลูบบนผ้ากำมะหยี่ ยังไงยังงั้นเลยล่ะค่ะ ขนเค้าจะตั้งขึ้น สั้นเตียนแน่น ความยาวขนควรจะประมาณ 5/8 นิ้ว ลูบแล้วจะนุ่มมือมาก

แม้ว่าหน้าตาจะไม่น่ารัก เพราะว่า หน้าจะแหลมๆจรวดๆ หูตั้งค่ะ แต่ว่า ลองได้สัมผัสขนกำมะหยี่นุ่มๆ แล้วจะชอบค่ะ


แต่ว่า กระต่ายพันธุ์ Rex ที่เห็นขายอยู่ทั่วไปนั้น ก็มีทั้ง Rex แท้ๆและ Rex ลูกผสมค่ะ ที่เรียกว่า ลูกผสมก็เพราะว่า คนไทยหัวหมอ นำเอามาผสมกับกระต่ายไทย (อีกแล้ว - -") เพื่อลดต้นทุนนั่นเอง

แต่ว่าลักษณะของกระต่ายผสม และกระต่ายที่เป็น Rex แท้ๆนั้น ตอนเล็กจะดูยากเหมือนกัน แต่ยิ่งโตจะยิ่งเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนขึ้น เพราะว่า ขนกระต่ายผสมจะไม่เป็นกำมะหยี่แน่นเหมือนกระต่าย Rex แท้ๆ แล้วราคาก็ต่างกันมากทีเดียว

กระต่าย Rex แท้ๆนั้น จะราคาไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท ส่วนกระต่าย Rex ที่ผสมกับกระต่ายไทยมาขายนั้น ราคาจะอยู่ที่ 100-200 บาทก็มีค่ะ

ประวัติของกระต่าย Rex

กระต่ายพันธุ์ Rex นั้นเกิดจากการกลายพันธุ์ โดย Rex ที่พบครั้งแรกนั้นเป็นลูกของกระต่ายป่า ในประเทศ ฝรั่งเศส โดยพบในปี คศ 1919 แล้วต่อมาก็มีการพบกระต่าย Rex อีกตัวที่เป็นเพศตรงข้ามกับที่พบตัวแรก แล้วทั้งคู่ก็กลายมาเป็น ต้นกำเนิดของ Rex ในปัจจุบันนั่นเอง

คนที่ค้นพบเนี่ยเค้าเป็นชาวนาค่ะ และได้มีบาทหลวง ที่ชือว่า Gillet เป็นคนตั้งชื่อกระต่ายนี้ว่า Castor Rex โดยที่มีความหมายคือ

Castor แปลว่า สีเหมือนตัวบีเวอร์
ส่วนคำว่า Rex เป็น�� าษาละติน หมายถึง พระราชา เชียวนะคะ น่า�� ูมิใจใช่ม๊า
กระต่าย Rex จึงได้สมญาว่า "King of Rabbit" หรือ ราชาแห่งกระต่ายเชียวแหละ

ต่อมาในปี 1928 ก็ได้มี Rex สีใหม่ๆเกิดขึ้น และได้เป็นที่ยอมรับใน American Rabbit Breeders

และต่อมาได้มีการพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงเป็นพันธุ์ใหม่ เรียกว่า Mini Rex และได้รับการยอมรับจาก ARBA ในปี 1986

เคยมีคนวิจารณ์ว่า Rex เนี่ยเป็นกระต่ายที่ไม่เห็นจะน่าสนใจเลย แถมยังเป็นกระต่ายที่น่าเกลียดอีกต่างหาก เพราะว่า ขนก็สั้น หน้าก็แหลม ตัวก็ยาว ขาก็ยาวเบื๊อย ดูไปดูมายังกับจิงโจ้ยังไงยังงั้น

แต่ด้วยเส้นขนที่นุ่มแบบกำมะหยี่ เหมือนในอุดมคติที่หาไม่ได้ในกระต่ายพันธุ์ไหน ทำให้ Rex กลายเป็นกระต่าย ในดวงใจของใครหลายคนในเวลาต่อมา และเป็นกระต่ายที่ขายได้ในราคาสูงมากในอดีต จนทำให้หลายๆคนรวยไปเลยก็มี

กระต่าย Rex ที่ลักษณะดีนั้น ขนจะต้องแน่นและนุ่มมากๆ และความยาวของขนต้องไม่เกิน 0.5 - 3/4 นิ้ว และขนต้องยาวเท่าเสมอกันทั้งตัวค่ะ

กระต่าย Rex มีกี่แบบ

ชนิด ขนาด สี และหน้าตา
Rex เป็นกระต่ายขนาดกลาง

เพศผู้ : 3.6 กิโลกรัม
เพศเมีย: 4 กิโลกรัม
http://mr-colors.tripod.com/
Mini Rex เป็นกระต่ายขนาดเล็ก

เพศผู้ : 1.8 กิโลกรัม
เพศเมีย : 2 กิโลกรัม 1. http://lapinrex.free.fr/tachete1.html
2. http://lapinrex.free.fr/marque1.html
3. http://lapinrex.free.fr/extremite1.html
4. http://lapinrex.free.fr/unicolore1.html
5. สีหายาก


ตอนนี้ มีคนสามารถผสม Dwarf Rex ออกมาได้แล้วด้วยนะคะ แต่ยังไม่ได้รับการรับรองจาก ARBA ค่ะ หากใครสนใจ click ดูได้ที่นี่เลยค่ะ (http://lapinrex.free.fr/dwarf.html)

ขนาดกรงที่เหมาะสมสำหรับกระต่าย

1. Rex กรงควรจะกว้าง 0.3 ตารางเมตร ต่อกระต่าย 1 ตัว และมีความสูงไม่ต่ำกว่า 35 เซนติเมตร

2. Mini Rex กรงควรจะกว้าง 0.2 ตารางเมตร ต่อกระต่าย 1 ตัว และสูงไม่น้อยกว่า 35 เซนติเมตรค่ะ

ข้อควรระวังของกระต่าย Rex และ Mini Rex ก็คือ ขนที่เท้าเค้าจะไม่ยาวหนา ดังนั้นการเลี้ยงหากเลี้ยงบนกรงที่มีพื่นเป็นซี่ลวด อาจจะเกิดปัญหาที่เรียกว่า Sore hock ได้ มากกว่ากระต่ายทั่วไป คือ เท้าจะเจ็บเป็นแผล เนื่องจากน้ำหนักตัวที่กดลงบนซี่ลวดที่เป็นพื้นกรง ดังนั้นการเลี้ยงควรจะเลือกกรงพื้นทึบจะเหมาะสมกว่าค่ะ